Work and travel
Career enhancement Thru international employment
 
 
News & Events

โหลดใบสมัครแบบ PDF ได้แล้วที่นี่

 

Th | En
 
Work and Travel USA Program
ถาม-ตอบ
 
1.โครงการ Work and Travel in USA Program คืออะไร?
    โครงการ Work and travel คือโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ซึ่งอยู่ภายใต้
้การดูแลและควบคุมของ United States Department of State โดยผู้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม (Work and Travel) จะได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเพื่อนชาวต่างชาติ หาประสบการณ์ และฝึกภาษา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นระยะเวลาสูงสุด 4 เดือน และสามารถท่องเที่ยวได้อีก 30 วันหลังจาก
เสร็จสิ้นโครงการฯ
Top
2. คุณสมบัติของผู้สมัครเป็นอย่างไร?
1.สัญชาติไทย มีอายุระหว่าง 18 – 28 ปี
2.กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ปี 1-4 หรือในระดับปริญญาโท ปี 1
   ในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย
3.มีความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ Work and Travel
4.สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี
5.มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน ขยัน อดทน และรักงานด้านการบริการ
6.มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ การทำงาน
   และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในวัฒนธรรมที่แตกต่างได้
7.มีความรับผิดชอบในการทำงาน และ พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
8.มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
Top
3. หลักฐานการสมัครมีอะไรบ้าง?
• ใบสมัครการเข้าร่วมโครงการ
• รูปถ่ายขนาด 2 x 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน)
• ใบแสดงผลการเรียนฉบับภาษาอังกฤษตัวจริง (Transcript) จำนวน 1 ฉบับ
• สำเนาบัตรประจำตัวนักศึกษา จำนวน 2 ฉบับ
• ใบรับรองการเป็นนักศึกษาฉบับภาษาอังกฤษตัวจริง จำนวน 1 ฉบับ
• สำเนาหนังสือเดินทาง จำนวน 1 ฉบับ
• ประวัติส่วนตัวผู้สมัคร จำนวน 1 ฉบับ (ฉบับภาษาอังกฤษ)
Top
4. ขั้นตอนในการสมัครเป็นอย่างไร
ขั้นตอนการสมัคร
 
ขั้นตอนที่ 1
 
   •  ส่งใบสมัคร Work and Travel
   •  สมัครสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ (สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานโครงการ)
   •  สอบสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่โครงการ
 
ขั้นตอนที่ 2
 
   •  ผู้สมัครจัดส่งเอกสารให้ครบถ้วนพร้อมชำระค่าสมัครในการเข้าร่วมโครงการ
      เพื่อที่บริษัทจะ้จัดส่งเอกสารทั้งหมดของผู้สมัครไปดำเนินงานต่างประเทศ
      ภายในระยะเวลา 4-6  สัปดาห์
      (ผู้เข้าร่วมโครงการสมัครก่อนมีสิทธิ์เลือกสถานที่ทำงานก่อน)
      
   •  หลังจากได้รับการอนุมัติองค์กรต่างประเทศจะทำการนัดหมาย  
      และทำการสัมภาษณ์ผู้สมัครทางโทรศัพท์       
 
   •  เมื่อผู้สมัครผ่านการสอบสัมภาษณ์กับองค์กรต่างประเทศแล้ว ผู้สมัครต้อง
      ชำระค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือกับโครงการ
 
ขั้นตอนที่ 3
 
   •  กรณีผู้สมัครได้สถานที่ทำงานแล้ว โครงการจะได้รับเอกสาร DS-2019
      ประมาณ 4-6 สัปดาห์  เพื่อนำประกอบยื่นขอ Visa J-1
 
   •  เจ้าหน้าที่โครงการจะนัดหมายผู้สมัครเข้าอบรมเพื่อเตรียมตัวสัมภาษณ์
       ที่สถานทูตและกรอกแบบฟอร์มขอวีซ่า
 
   •  ผู้สมัครเข้ารับการสัมภาษณ์ตามวันและเวลาที่สถานทูตนัดหมาย
 
ขั้นตอนที่ 4
 
   •  เมื่อผู้สมัครได้รับวีซ่าแล้ว โครงการจะประสานงานด้านที่พัก และตั๋วเครื่องบิน
      ซึ่งผู้สมัครสามารถจองตั๋วเครื่องบินด้วยตัวเองหรือจะให้โครงการเป็น
      ผู้ประสานงาน
 
ขั้นตอนที่ 5
 
   •  อบรมปฐมนิเทศก่อนการเดินทาง (Pre-Departure Orientation) + Tips
      และพร้อมเดินทาง
Top
5. ที่พักต้องหาเองหรือไม่?
 
    โดยส่วนมากแล้วองค์กรต่างประเทศจะเป็นผู้จัดหาที่พักให้กับน้องๆ
ในราคาไม่แพงมากนักหรือถ้าน้องๆ มีเพื่อนที่ทำงานอยู่ในละแวกเดียวกัน
ก็อาจจะแชร์ที่อยู่กันได้แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องถามองค์กรต่างประเทศก่อนแจ้งย้าย
Top
6. การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง?
 
   - ฝึกฝนทักษะด้านภาษาอังกฤษโดยการหมั่นฟังวิทยุ และดูรายการ
     ที่เป็นภาษาอังกฤษ เช่น รายการข่าวภาคภาษาอังกฤษ, หนังที่มี Subtitle
     เป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น
   - เงิน pocket money ประมาณ $ 800 USD สำหรับใช้จ่ายในเดือนแรก
     และในกรณีที่ต้องมีค่ามัดจำที่พัก เพราะว่าน้องจะได้เงินค่าตอบแทน
     หลังจากทำงานแล้ว 2-4 สัปดาห์
Top
7. หลักฐานการยื่น VISA USA?
    ดูจากเอกสารหลักฐานการขอวีซ่า
Top
8. ถ้าถูกปฏิเสธ VISA USA แล้วจะได้เงินคืนหรือไม่?
    ถ้าโดนปฏิเสธการขอวีซ่าจากทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาจะได้รับเงินคืน $800 USD โดยภายใต้เงื่อนไขของทางบริษัท
Top
9. ถ้าเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุมีประกันสุขภาพให้หรือไม่?
     เรามีประกันสุขภาพคุ้มครองในขณะที่น้องๆ ทำงานอยู่ที่อเมริกาสามารถซึ่งคุ้มครองสูงสุดถึง $50,000 USD หรือถ้าน้องๆ อยากจะซื้อ Insurance เพิ่มในระหว่างที่น้องท่องเที่ยวอยู่ที่สหรัฐอเมริกาก็สามารถซื้อเพิ่มได้
Top
10. กรณีไปแล้วไม่ชอบงานที่ทำแล้วอยากเปลี่ยนงานต้องทำอย่างไร เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่?
    โดยปกติแล้วโครงการจะให้คำปรึกษา และแนะนำก่อนที่น้องๆ จะเลือกงานโดยจะพิจารณาตามความสามารถและความเหมาะสมก่อนที่น้องๆ จะตัดสินใจเลือกงานนั้นๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วน้องๆไม่สามารถที่จะเปลี่ยนงานได้ (แล้วแต่กรณี) แต่ถ้ากรณีที่น้องๆ ไม่สามารถทำงานร่วมกับบริษัทนายจ้างได้จริงๆ น้องๆ จะต้องเสียค่าเปลี่ยนงานให้กับนายจ้าง $250 USD แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ของตำแหน่งงานที่ว่างในขณะนั้นด้วย
Top
11. ถ้าไปแล้วอยากกลับก่อนอยู่ไม่ครบ 4 เดือนจนจบโครงการได้หรือไม่?
    น้องๆ สามารถกลับก่อนกำหนดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ต้องขึ้นอยู่กับสัญญา
    ข้อตกลงของน้องๆ กับนายจ้าง
Top
12. สามารถเลือกงานและตำแหน่งงานได้หรือไม่
    น้องๆสามารถเลือกบริษัทที่จะทำงานด้วยได้ โดยโครงการ จะให้คำปรึกษาและแนะนำก่อนที่น้องๆ จะเลือกงานโดยจะพิจารณาตามความสามารถและความเหมาะสมก่อนที่น้องๆ จะตัดสินใจเลือกงานนั้นๆ
Top
13. เมื่อกลับมาแล้วได้ใบรับรองการทำงานหรือไม่
   - น้องๆ สามารถสอบถามการได้รับใบรับรองการทำงานจากบริษัทนายจ้าง
   - ใบรับรองการเข้าร่วมโครงการ Work and Travel ของบริษัท CDI
Top
14. เอกสาร DS-2019 คืออะไร
    DS-2019 เป็นเอกสารที่ออกโดยองค์กรระหว่างประเทศที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้ดำเนินการโครงการแลกเปลี่ยนนี้โดยทำหน้าที่ในการดูแลสถานภาพของนักศึกษาทุกท่านตลอดเวลาที่เข้าร่วมโครงการ โดยใช้สำหรับยื่นขอวีซ่า J-1 หรือ วีซ่านักเรียนแลกเปลี่ยนสำหรับโครงการ Work and Travel
Top
15. SEVIS Fee คืออะไร
    SEVIS Fee ย่อมาจาก Student Exchange and Visitor Information System Fee. เป็นค่าธรรมเนียมระบบข้อมูลนักศึกษาและนักเรียนแลกเปลี่ยน โดยระบบ SEVIS นี้จะเก็บข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เช่น ข้อมูลที่พักและข้อมูลองค์กรทุนต่างประเทศ
ขณะที่ผู้สมัครอยู่ในโครงการฯ ซึ่งระบบ SEVIS นี้สามารถตรวจตรวจสอบสถานะได้
ตลอดเวลา ทั้งนี้โครงการจะเป็นผู้ชำระค่า SEVIS ให้น้องๆในราคา $35 USD
Top
16. หากมี VISA ท่องเที่ยวอยู่แล้วต้องขอ VISA ใหม่หรือไม่
    น้องๆ ต้องขอใหม่เพราะว่าชนิดของ VISA เป็นคนละประเภทกัน
Top
17. จำเป็นต้องซื้อตั๋วเครื่องบินกับโครงการฯหรือไม่
    น้องๆ จะจองตั๋วเครื่องบินด้วยตัวเองหรือให้โครงการดำเนินการให้ก็ได้
Top
18. สามารถทำงานอื่นนอกจากงานหลักได้หรือไม่
    น้องๆ สามารถหางานที่สองทำได้ถ้างานนั้นๆไม่รบกวนกับงานหลักที่น้องทำอยู่และได้รับอนุญาตจากบริษัทงานหลัก
Top
19. ต้องจ่ายภาษีหรือไม่ อย่างไร และเรียกคืนภาษีได้หรือไม่ อย่างไร
    กฎหมายของสหรัฐอเมริการะบุว่าถ้าบุคคลใดมีรายได้ซึ่งถูกกฎหมายจะต้องมีการเสียภาษีที่เรียกว่า Federal Income Tax and State Income Tax ( 1040NR-EZ/ www.irs.gov)ซึ่งนายจ้างจะเป็นผู้หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่น้องๆ สามารถเรียกขอภาษีคืนได้ในระยะเวลา 1 ปีหลังจากจบโครงการ โดยใช้เวลาในการดำเนินการอย่างน้อย 3 เดือน แต่ถ้าน้องๆ ที่ทำงานพิเศษนอกเหนือจากงานหลัก หรืองานประจำน้องๆ จะต้องขอแบบฟอร์มยกเว้นการเสียภาษีจากนายจ้าง (แล้วแต่กรณี)
Top
20. ทำไมงานที่ได้ทำต้องเป็น unskilled labor
    เพราะว่าบริษัทที่มีตำแหน่งงานว่างนั้นเป็นงานประเภทที่ไม่ต้องใช้ทักษะเฉพาะด้าน และเนื่องด้วยวัตถุประสงค์ของโครงการนั้นเน้นให้น้องๆ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยการทำงานเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากในห้องเรียน เพื่อนำไปใช้ในสถานการณ์จริงในต่างประเทศ และงานที่ได้ทำส่วนมากเป็นงานพิเศษแบบชั่วคราว ไม่ใช่งานประจำ
Top
21. เมื่อจบโครงการแล้วสามารถเข้าร่วมโครงการในปีถัดไปได้หรือไม่
    น้องๆ สามารถเข้าร่วมโครงการกับบริษัทได้ทุกปี ตราบใดที่น้องๆ มีคุณสมบัติตามที่บริษัทกำหนด
Top
22. ถ้ามีปัญหาสามารถติดต่อใครได้บ้าง
     - องค์กรต่างประเทศในสหรัฐอเมริกา.
     - บริษัท CDI .
Top
23. ใครเป็นคนจัดการเรื่อง Social Security
   ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเตรียมเอกสารดังนี้เพื่อใช้ในการทำบัตร Social Security
    - หนังสือเดินทางพร้อมวีซ่า J-1
    - ใบตอบรับการทำงานจากบริษัทนายจ้าง
    - หนังสือรับรองจากโครงการฯ
    - เอกสาร DS-2019
    - I-94 form (เอกสารที่แนบกับหนังสือเดินทางโดยได้รับที่ด่านตรวจคน
     เข้าประเทศสหรัฐอเมริกา)
    - รูปถ่ายหน้าตรงสวมชุดนักศึกษาจำนวน 1 รูป
Top

 




หน้าแรก | วัตถุประสงค์ | ขั้นตอนการสมัคร | ค่าใข้จ่าย | ถามตอบ | ติดต่อเรา
© 2007 IES Education Group. All Rights Reserved